อันตรายจากเสียง และมาตรการอนุรักษ์การได้ยิน

     การอนุรักษ์การได้ยิน (Hearing Conservation) คือมาตรการที่จัดทำขึ้นสำหรับลดการสัมผัส เสียงดังจากการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดและป้องกันการสูญเสียการได้ยิน โดยระดับเสียงที่ต้องดำเนินการ มาตรการอนุรักษ์การได้ยิน (Action level) เมื่อพบว่าผู้ปฏิบัติงานได้รับสัมผัสเสียงเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงาน 8 ชั่วโมงตั้งแต่ 85 เดซิเบลเอขึ้นไป โดยมีรายละเอียดที่ต้องดำเนินการดังนี้ 
     1) นโยบายการอนุรักษ์การได้ยิน 
     2) การเฝ้าระวังเสียงดัง (Noise Monitoring) 
         a. การส ารวจและตรวจวัดระดับเสียง 
         b. การศึกษาระยะเวลาสัมผัสเสียงดัง 
         c. การประเมินการสัมผัสเสียงดังของลูกจ้าง 
     3) การเฝ้าระวังการได้ยิน (Hearing Monitoring) 
     4) หน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้อง 
     5) การจัดท าและติดแผนผังแสดงระดับเสียง 
     6) การอบรมให้ความรู้ 
     7) การประเมินและทบทวนการจัดการมาตรการอนุรักษ์การได้ยิน 
     การบริหารมาตรการอนุรักษ์การได้ยินนั้น ถือเป็นจุดเริ่มต้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึง อันตรายของเสียงดัง ซึ่งการบริหารโครงการนั้นประกอบไปด้วย การก าหนดนโยบาย หน้าที่ความรับผิดชอบ ของผู้ที่เกี่ยวข้อง การอบรมให้ความรู้ การประเมินและทบทวนการจัดการมาตรการอนุรักษ์การได้ยิน

     นโยบายการอนุรักษ์การได้ยิน 
     ผู้บริหารสูงสุดควรเป็นผู้กำหนดนโยบาย โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงานในการกำหนด นโยบายบนพื้นฐานของการนำไปปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพต้องจัดทำเป็นเอกสาร และลงนามโดยผู้บริหาร สูงสุดของหน่วยงาน พร้อมทั้งเผยแพร่ให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทราบและถือปฏิบัติ 
     ข้อแนะนำที่ควรระบุในนโยบายการอนุรักษ์การได้ยิน 
     1. กำหนดระยะเวลาสำหรับการเฝ้าระวังเสียงดังและอันตรายอื่นๆ รวมถึงการเลือกใช้เครื่องมือ และ การอบรมให้ความรู้แก่พนักงาน ให้เหมาะสมกับลักษณะการทำงาน 
     2. การให้คำปรึกษาอย่างทันท่วงทีแก่พนักงานที่ต้องเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพการได้ยิน 
     3. ชี้บ่งการใช้อุปกรณ์ป้องกันการได้ยินที่ถูกต้องในแต่ละพื้นที่ 
     4. ให้ความรู้ ฝึกอบรม สร้างจิตสำนึกให้แก่พนักงานเพื่อสนับสนุนมาตรการอนุรักษ์การได้ยิน 
     5. มีโปรแกรมควบคุมประสิทธิภาพของเครื่องทดสอบสมรรถภาพการได้ยิน และการบริหารจัดการ การเก็บบันทึกผลการทดสอบสมรรถภาพการได้ยิน 
     6. ทบทวนผลการทดสอบสมรรถภาพการได้ยิน เพื่อประเมินประสิทธิภาพของมาตรการอนุรักษ์การได้ยิน 
     7. ส่งเสริมพนักงานให้มีการป้องกันการสัมผัสเสียงดังนอกเวลาการทำงาน
     8. การจัดซื้ออุปกรณ์ป้องกันการได้ยิน เครื่องทดสอบสมรรถภาพการได้ยิน เครื่องวัดระดับเสียง และ การเลือกซื้อเครื่องจักรที่เงียบในนโยบายต้องแสดงให้เห็นถึงเหตุผลว่าทำไมจึงต้องดำเนินการเพื่อสนับสนุน 
        มาตรการอนุรักษ์การได้ยิน

     หน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้อง 
     ฝ่ายบริหาร 
        o การคัดเลือก/การสั่งซื้ออุปกรณ์ เครื่องมือ ให้ความสำคัญกับการผลกระทบของเสียง 
        o เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า การเฝ้าระวังเสียงดังเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ น่าเชื่อถือ และครอบคลุมทุกกิจกรรมของสถานประกอบการ 
        o ฝ่ายบริหารต้องมั่นใจว่าขั้นตอนการทำงาน มีความเกี่ยวเนื่องและมีการประเมินระดับเสียง โดยในเอกสารขั้นตอนการทำงานต้องระบุแผนการสำรวจและตรวจวัดระดับเสียง วิธีการ ตรวจวัด(เครื่องมือ, การสอบเทียบ, 
           การเลือกจุดตรวจวัด, วิธีการตรวจวัดและการบันทึก ข้อมูล รวมถึงการรายงานผลการตรวจวัด) ซึ่งฝ่ายบริหารต้องควบคุมให้การเก็บตัวอย่างเป็นข้อมูลจากการทำงานจริง 
        o ผลการตรวจวัดระดับเสียง ต้องรายงานไปยังผู้ประสานงานโครงการ และพนักงานที่ต้องสัมผัสกับสภาพการทำงานที่ต่ำกว่ามาตรฐานอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร 
        o รักษาระบบการควบคุมเสียงดังให้มีประสิทธิภาพมากพอเท่าที่จะสามารถทำได้ 
     ผู้บริหารโครงการ /ผู้ประสานงานโครงการ 
        o สำรวจระดับเสียงในแต่ละกิจกรรมตามแผนงาน 
        o ประสานงานกับฝ่ายบริหารและผู้ที่จะเข้ามาดำเนินการตรวจวัดเกี่ยวกับหลักการและวิธีการในการตรวจวัดเพื่อให้เข้าใจตรงกัน 
        o ชี้บ่งจุดเสี่ยง ชี้บ่งพนักงานที่เข้าข่ายต้องเข้าร่วมโครงการอนุรักษ์การได้ยิน ประเมินเครื่องจักรบางรายการเพื่อควบคุมเสียง 
     ลูกจ้าง/ผู้ปฏิบัติงาน 
        o ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในการทำงาน การควบคุมเครื่องจักรและงานเฉพาะด้านอื่นๆ 
        o ช่วยเหลือด้านข้อมูลที่จำเพาะเจาะจงสำหรับการควบคุมเสียงเชิงวิศวกรรม เช่น แหล่งกำเนิดเสียง, ส่วนของเครื่องมือที่ต้องได้รับการประเมิน 
        o ให้ข้อมูลเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือกระบวนการผลิต

     การจัดอบรมให้ความรู้ 
     ต้องจัดอบรมให้ความรู้แก่ลูกจ้างที่ทำงานในบริเวณที่มีเสียงดังที่ได้รับเสียงเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงาน 8 ชั่วโมง ตั้งแต่ 85 เดซิเบลเอขึ้นไป รวมถึงลูกจ้างที่เกี่ยวข้องโดยการจัดอบรมควรมีหัวข้อดังนี้ 
     o ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการอนุรักษ์การได้ยิน 
     o ความสำคัญของการทดสอบสมรรถภาพการได้ยิน 
     o อันตรายของเสียงดัง 
     o การควบคุม ป้องกัน และการใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล

     การประเมินและทบทวนการจัดการมาตรการอนุรักษ์การได้ยิน 
     การประเมินการจัดการมาตรการอนุรักษ์การได้ยินนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความสมบูรณ์ และคุณภาพของการดำเนินการแต่ละองค์ประกอบ, กระบวนการปฏิบัติงาน, การแก้ไขปัญหาเสียงดัง, การฝึกอบรมให้ความรู้, การใช้และบำรุงรักษาอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล, การจัดเก็บข้อมูลและ บันทึกต่างๆ ซึ่งคณะทำงานการอนุรักษ์การได้ยิน ต้องดำเนินการอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง นอกจากการประเมินภาพรวมแล้ว ยังมีข้อเสนอแนะอื่นๆเพื่อประเมินประสิทธิภาพของการดำเนินโครงการ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ 
     Internal Integrity ตาม Draft ANSI S12.13-1991 : การประเมินเกี่ยวกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับระดับการได้ยิน เช่น ประเมินวิธีการตรวจวัด, การสอบเทียบเครื่องมือ, ปัญหาในเรื่องการจัดเก็บเอกสาร 
    OSHA : พิจารณา Prevalence Rate โดยกลุ่มที่สัมผัสเสียงดังต้องมีอัตราชุกของการสูญเสียการได้ยิน ไม่เกิน 10% ของกลุ่มที่ไม่ได้สัมผัสปัจจัยเสี่ยง เกณฑ์การสูญเสียการได้ยินพิจารณาจากค่าเฉลี่ยผลการตรวจสมรรถภาพการได้ยินที่ความถี่ 500 1000 2000 เฮิรตซ์ มากกว่า 25 เดซิเบล 
    อื่นๆ : โดยการประเมินจากร้อยละของผู้ปฏิบัติงานที่เป็นกลุ่มเสี่ยงเทียบกับกลุ่มปกติ, ประเมินจาก Incident Rate หรือประเมินจากตัวแปรอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการสูญเสียการได้ยิน เช่น อายุ เพศ สถานภาพ หรือประวัติอื่นๆ

     การเฝ้าระวังเสียงดัง (Noise Monitoring)
     การเฝ้าระวังเสียงดัง มีการดำเนินการ 3 ขั้นตอนได้แก่ การสำรวจและตรวจวัดระดับเสียง การศึกษาระยะเวลาสัมผัสเสียงดัง และการประเมินการสัมผัสเสียงดัง เพื่อหาพื้นที่การทำงานที่มีความเสี่ยงและการ ค้นหาพนักงานกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสรับสัมผัสเสียงดังตลอดระยะเวลาการทำงาน 8 ชั่วโมงตั้งแต่ 85 เดซิเบลเอ ขึ้นไป 
    o การสำรวจและตรวจวัดระดับเสียง 
       เมื่อทำการสำรวจพื้นที่การทำงาน ผู้รับผิดชอบควรระบุรูปแบบของเสียง พื้นที่ที่ควรดำเนินการตรวจวัดระดับเสียง และวางแผนการตรวจวัดระดับเสียง ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจวัดระดับเสียงต้องเป็นเครื่องมือที่มีมาตรฐาน ดังนี้ 
       เครื่องวัดเสียง (Sound level meter) ใช้ตรวจวัดในกรณีที่ระดับเสียงคงที่ และต้องการประเมินเสียงที่ทุกๆความถี่หรือเพื่อเป็นการวัดในเบื้องต้น ต้องได้มาตรฐาน IEC 61672 หรือ IEC 651 Type 2หรือ เทียบเท่า เช่น ANSI S 1.4 , BS EN 60651, AS/NZS 1259.1 เป็นต้น หรือดีกว่า เช่น IEC 60804, BS EN 60804 , AS/NZS 1259.2 เป็นต้น 
       การตรวจวัด ให้ตั้งค่าเครื่องวัดที่สเกลเอ (Scale A) การตอบสนองแบบช้า (Slow) ตรวจวัดบริเวณที่มีลูกจ้างปฏิบัติงานอยู่ในสภาพการทำงานปกติที่ระดับหู โดยมีรัศมีไม่เกิน 30 เซนติเมตร เครื่องวัดปริมาณเสียงสะสม (Noise dosimeter) ใช้วัดปริมาณเสียงสะสมที่พนักงานได้รับในแต่ละวัน โดยเฉพาะกับพนักงานที่อยู่ไม่เป็นที่ และในแต่ละพื้นที่ที่มีระดับความดังของเสียงที่ไม่เท่ากัน ต้องได้ มาตรฐาน IEC 61252หรือเทียบเท่า เช่น ANSI S1.25 โดยการตรวจวัด ให้ตั้งค่าเครื่องมือดังนี้ 
       Threshold Level = 80 เดซิเบลเอ 
       Critical Level = 85 เดซิเบลเอ 
       Energy Exchange Rate = 3 
       เครื่องวัดเสียงกระทบหรือเสียงกระแทก ใช้วัดเสียงที่มีลักษณะเสียงกระแทกซึ่งดังในช่วงสั้นๆ เช่น เสียงตอกเสาเข็ม เสียงตอกตะปู เสียงเคาะ เสียงทุบโลหะ เป็นต้น ต้องได้มาตรฐาน IEC 61672 หรือ IEC 60804 หรือเทียบเท่า เช่น ANSI S 1.43 
       อุปกรณ์ที่ใช้ตรวจวัดเสียงต้องทำการปรับเทียบความถูกต้อง (Calibration) ด้วยอุปกรณ์ตรวจสอบความถูกต้อง (Noise Calibrator) ที่ได้มาตรฐาน IEC 60942 หรือเทียบเท่า และจัดให้มีการปรับเทียบความถูกต้องของเครื่องมือกับหน่วยเปรียบเทียบมาตรฐานปีละ 1 ครั้ง ในกรณีที่สถานประกอบการมีเครื่องมือตรวจวัดภายในสถานประกอบการเองให้ปรับเทียบทุกๆ 2 ปี 
     o การศึกษาระยะเวลาสัมผัสเสียงดัง 
        เป็นการศึกษาข้อมูลว่าลูกจ้างมีระยะเวลาการสัมผัสเสียงกี่ชั่วโมง และจากระดับเสียงที่ตรวจวัดได้ใน บริเวณนั้น มีระยะเวลาที่อนุญาตให้สัมผัสเสียงกี่ชั่วโมง (ตามตารางในประกาศกรม)
     o การประเมินการสัมผัสเสียงดัง 
        จากการศึกษาระยะเวลาการสัมผัสเสียงจะเป็นข้อมูลเพื่อใช้ในการคำนวณหาระดับเสียงเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงานในแต่ละวัน โดยปกติหากลูกจ้างปฏิบัติงานบริเวณเดิมตลอด 8 ชั่วโมงการทำงานและเป็นบริเวณที่มีเสียงดังสม่ำเสมอ การแปรผลข้อมูลจะไม่ยุ่งยาก แต่ในกรณีที่ลูกจ้างปฏิบัติงานในบริเวณที่มีเสียงไม่สม่ำเสมอ หรือต้องย้ายไปจุดต่างๆที่มีระดับเสียงต่างกัน และไม่สามารถใช้เครื่องวัดปริมาณเสียงสะสมได้ อาจใช้สูตรการคำนวณหาระดับเสียงเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงานในแต่ละวัน
     หากประเมินการรับสัมผัสเสียงของลูกจ้างแล้วพบว่าลูกจ้างรับสัมผัสเสียงดังตลอดระยะเวลาการ 8 ชั่วโมงตั้งแต่ 85 เดซิเบลเอขึ้นไป ต้องเข้าโครงการอนุรักษ์การได้ยิน สำหรับบริเวณที่มีเสียงดังนั้น ให้ติดแผนผังแสดงระดับเสียง (Noise contour map) บริเวณพื้นที่ นั้นๆ พร้อมป้ายบอกระดับเสียงและเตือนให้ระวังอันตรายจากเสียงดัง และเครื่องหมายเตือนให้ใช้อุปกรณ์ คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล ตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนด

การเฝ้าระวังการได้ยิน (Hearing Monitoring) 
     สามารถดำเนินการโดยการทดสอบสมรรถภาพการได้ยินให้แก่ลูกจ้างที่สัมผัสเสียงดังเฉลี่ย 8 ชั่วโมง การทำงานตั้งแต่ 85 เดซิเบล(เอ)ขึ้นไป และประเมินสมรรถภาพการได้ยินอย่างต่อเนื่อง 
     o การทดสอบสมรรถภาพการได้ยิน 
        การทดสอบสมรรถภาพการได้ยินในสถานประกอบการ เป็นการตรวจวัดความสามารถในการได้ยินของหูทั้ง 2 ข้างด้วยเครื่องวัดการได้ยิน (Audiometer) เพื่อหาระดับเริ่มได้ยิน (Hearing threshold) ทางอากาศด้วยเสียงบริสุทธิ์ (Pure tone) ที่ความถี่อย่างน้อย 500 1000 2000 3000 4000 และ 6000 Hz. ควรทำการตรวจวัดโดยนักโสตสัมผัสวิทยา (Audiologist) หรือผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรวิธีการตรวจวัดการได้ยินและการใช้เครื่องมือ ซึ่งการตรวจสมรรถภาพการได้ยินแบ่งได้เป็น 5 ชนิด ดังนี้ 
        Baseline Audiogram : เมื่อรับพนักงานใหม่หรือเมื่อมีการย้ายเปลี่ยนงานมาทำงานในที่ที่มีเสียงดัง (TWA 8 ชม. > 85 เดซิเบล เอ) ต้องทำการตรวจการได้ยินเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับคนๆนั้น ข้อมูลนี้สำคัญมาก จึงควรดำเนินการตรวจการได้ยินด้วยวิธีการที่ถูกต้องเพื่อจะได้ผลการตรวจเป็นจริงมากที่สุด ควรทำการตรวจก่อนเข้าทำงานในที่ที่มีเสียงดัง ถ้าทำไม่ได้ควรดำเนินการภายใน 30 วัน และให้ทำการตรวจภายหลังการไม่สัมผัสเสียงดังอย่างน้อย 14 ชั่วโมง ผลการตรวจวัดนี้จะใช้เป็นฐานการพิจารณาว่าเกิดการสูญเสียการได้ยินหรือไม่เมื่อมีการตรวจครั้งต่อไป (Annual Audiogram) และมีโอกาสเป็นไปได้ที่ผลการตรวจการได้ยินครั้งหลังๆ ปรากฎว่ามีการได้ยินดีกว่าเดิม กรณีเช่นนี้ให้ใช้ค่าที่ตรวจได้ใหม่มาเป็น New Baseline Audiogram 
        Annual Audiogram : ต้องทำการตรวจประจำปีให้กับผู้สัมผัสเสียงข้างต้น และถ้าเป็นไปได้ผู้ที่สัมผัสเสียงดังที่ระดับ 100 เดซิเบล เอ ขึ้นไป ควรตรวจการได้ยินทุก 6 เดือน ในกรณีที่พบว่ามีการสูญเสียการได้ยิน 15 เดซิเบลหรือมากกว่าที่ความถี่500, 1000, 2000, 3000, 4000, หรือ 6000 เฮิรตซ์ ในหูข้างใดข้างหนึ่งต้องทำการตรวจการได้ยินใหม่ทันที (Retest Audiogram) ด้วยวิธีการเช่นนี้ ผู้ทำการตรวจการได้ยินต้องอ่านผลการตรวจทันที จะนำมาอ่านค่าในภายหลังไม่ได้ 
        Retest Audiogram : จะต้องทำการทดสอบใหม่ทันทีที่พบว่าผลการตรวจการได้ยินมีการสูญเสียขึ้น โดยผู้ทำการตรวจการได้ยินต้องอธิบายการตรวจใหม่ต้องสวมใส่ที่ครอบหูใหม่ให้กับผู้ถูกตรวจ เพื่อให้แน่ใจว่าสวมใส่ได้ถูกต้อง ถ้าผลการตรวจไม่เหมือนเดิมให้ใช้ผลการตรวจใหม่เป็นตัวอ้างอิงและบันทึก และถ้าผลการตรวจการได้ยินพบว่ามีการสูญเสียการได้ยิน 15 เดซิเบลหรือมากกว่าที่ความถี่ 500, 1000, 2000, 3000, 4000 หรือ 6000 เฮิรตซ์ ในหูข้างใดข้างหนึ่ง ให้ทำการตรวจการได้ยินเพื่อยืนยันผล (Confirmation Audiogram) 
       Confirmation Audiogram : ให้ทำการตรวจการได้ยินเพื่อยืนยันผลการตรวจภายใน 30 วัน นับ จากวันที่ทำ Annual หรือ Retest Audiogram แนะนำว่าควรทำการตรวจให้เร็วที่สุด และระหว่างนั้นควรมี การตรวจสอบเรื่องการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันการสูญเสียการได้ยินว่าสวมใส่ถูกต้องหรือไม่ เลือกใช้ถูกต้องหรือไม่ ให้ทำการแก้ไขหรือปรับปรุง ถ้าพบว่ายังไม่ถูกต้อง ผลการตรวจครั้งนี้ให้ถือเป็นผลการตรวจการได้ยินที่จะถูกเก็บบันทึกไว้           Exit Audiogram : การตรวจการได้ยินตามข้อนี้ให้ขึ้นกับความพร้อมของสถานประกอบกิจการที่จะดำเนินการเมื่อผู้ปฏิบัติงานจะลาออกจากงานเพื่อไปทำงานที่อื่น ควรมีการทำการตรวจการได้ยินก่อนการลาออกเพื่อใช้เป็นผลอ้างอิงต่อไป ผลการตรวจให้เก็บบันทึกไว้ที่หน่วยงาน 1 ชุด เพื่อประโยชน์ในการทำงานที่ใหม่ต่อไป โดยถือเป็นสมุดสุขภาพที่ลูกจ้างต้องได้รับตามกฎหมายแรงงาน (กรณีไม่ทำ Exit Audiogram ให้ ใช้ผลการตรวจการได้ยินล่าสุดแทน)
    o เครื่องทดสอบสมรรถภาพการได้ยิน 
       เครื่องที่ใช้ตรวจสมรรถภาพการได้ยินต้องได้มาตรฐาน IEC Publication 645 หรือ ANSI S 3.6- 1989 สอบเทียบความถูกต้อง (Basic Calibration) ทุกๆ 2 ปี หรือเมื่อพบความผิดปกติจากการตรวจเช็คก่อนใช้งาน 
มีการทำ Listing Check ก่อนใช้งานในแต่ละวันและทำ Subjective Test อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง โดยการตรวจการได้ยินคนที่มีการได้ยินคงที่ และระดับการได้ยินไม่เกินกว่า 25 เดซิเบลในแต่ละความถี่ แล้วทำการเปรียบเทียบผลการตรวจ (Audiogram) กับผลการตรวจที่ทราบค่าแล้ว ถ้ามีความแตกต่างมากกว่า 10 เดซิเบล ที่ความถี่ใดก็ตาม ต้องหยุดการใช้เครื่องแล้วส่งทำการสอบเทียบความถูกต้องของเครื่องมือต่อไป 
    o การประเมินผลการทดสอบสมรรถภาพการได้ยิน 
       นำ Baseline Audiogram ให้ใช้ผลการทดสอบสมรรถภาพการได้ยินครั้งแรกของลูกจ้างที่ความถี่ 500 1000 2000 3000 4000 และ 6000 เฮิรตซ์ของหูทั้ง 2 ข้าง 
           - ผลการทดสอบสมรรถภาพการได้ยินในครั้งต่อๆมา ให้นำไปเปรียบเทียบกับ Baseline ทุกครั้ง 
           - หากผลการได้ยินพบว่าการสูญเสียการได้ยินที่หูข้างใดข้างหนึ่งตั้งแต่ 15 เดซิเบลขึ้นไปที่ความถี่ใด ความถี่หนึ่งต้องมีมาตรการป้องกันดังนี้ 
           * ให้ลูกจ้างสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลที่สามารถลดระดับเสียงเฉลี่ยตลอด ระยะเวลาการทำงาน 8 ชั่วโมงน้อยกว่า 85 เดซิเบลเอ ตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน 
             เรื่อง การคำนวณระดับเสียงที่สัมผัสในหูเมื่อสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล 
           * ให้เปลี่ยนงานหรือหมุนเวียนสลับหน้าที่ลูกจ้างด้วยกันเพื่อให้ระดับเสียงเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงาน 8 ชั่วโมงน้อยกว่า 85 เดซิเบลเอ โดยใช้สูตรการคำนวณหาระดับเสียงเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงาน 
             ในแต่ละวัน 
             D = {(C1/T1 )+(C2/T2 )+…+(Cn/Tn)}x100 
             TWA(8) = [10.0 x log(D/100)]+85 

ที่มา : แนวทางการจัดทeมาตรการอนุรักษ์การได้ยินในสถานประกอบกิจการ  อาจารย์สิตางค์ คงกระโทก สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจัดทํามาตรการอนุรักษ์การได้ยินในสถานประกอบกิจการ  


Visitors: 98,445