งานความร้อน

งานที่ก่อให้เกิดความร้อนหรือประกายไฟ  (Hot Work)
     หมายถึง กิจกรรมหรือการดําเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดเปลวไฟ หรือก่อให้เกิดความร้อนและ/หรือประกายไฟ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดเพลิงไหม้หรือระเบิดได้ 
งานที่ก่อให้เกิดประกายไฟ (Hot Work) ได้แก่
     1. งานเชื่อม (Welding) ด้วยไฟฟ้า หรือแก๊ส
     2. งานตัดแก๊ส (Flame cutting)
     3. งานเจียร และการตัด (Grinding wheel cutting)


การเชื่อม (Welding)
     เป็นกระบวนการที่ใช้สำหรับต่อวัสดุ ส่วนใหญ่เป็นโลหะ และเทอร์โมพลาสติก โดยให้รวมตัวเข้าด้วยกัน โดยวิธีทําให้ชิ้นงานหลอมละลาย และการเพิ่มเนื้อโลหะเติมลงในบ่อหลอมละลายของวัสดุที่หลอมเหลว เมื่อเย็นตัวรอยต่อจะมีความแข็งแรง แหล่งพลังงานในการเชื่อ เช่น การใช้เปลวไฟแก๊สอ็อกซิเจน, การอาร์คโดยใช้กระแสไฟฟ้า ฯ

การเชื่อมไฟฟ้า (Electric Welding)
     การเชื่อมไฟฟ้า (stick welding or electric welding) ใช้แท่งอิเล็กโทรดหรือธูปเชื่อมที่มีฟลักซ์ (flux) หุ้มอยู่ ฟลักซ์เมื่อแตกตัว และหลอมจะกลายเป็นสะแลก (slag) ทําหน้าที่ปกคลมแนวเชื่อม ป้องกันการเกิดปฏิกิริยากับอากาศ และความชนรอบแนวเชื่อมโดยการใช้ลวดเชื่อม (Electrode) ซึ่งเป็นขั้วบวกมาสัมผัสกับงานเชื่อมซึ่งเป็นขั้วลบ การเอาประจุไฟฟ้าลบ (Negative) วิ่งไปปะทะกับประจุไฟฟ้าบวก (Positive) จะเกิดการสปาร์ค (Spark) ขึ้นซึ่งเรียกว่า อาร์ค (Arc)

การเชื่อมทิก (Tungsten Inert Gas welding, TIG)
     การเชื่อมทิก (TIG) หรือ Gas Tungsten Arc Welding (GTAW) เป็นกระบวนการเชื่อมแบบอารค์ชนิดที่ใช้แท่งอิเล็กโทรดเป็นทังสเตนในการเชื่อมบริเวณบ่อหลอมจะมีแก๊สปกคลมุ เพื่อป้องกันบ่อหลอมจากการปนเปื้อนหรือทําปฏิกิริยากับอากาศรอบข้าง แก๊สเฉื่อยที่ใช้ได้แก่ อาร์กอน หรือ ฮีเลี่ยม ในการเชื่อมมีทั้งแบบเติมลวดและไม่เติมลวดลงไปในบ่อหลอม ในการเชื่อมมีกระแสไฟฟ้าเป็นตัวกระตุ้นให้แก๊สที่ปลายทังสเตนอิเล็กโทรดกลายเป็นไอออน และทําให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านระหว่างทังสเตนอิเล็กโทรดและบ่อหลอมเห็นเป็นลำพลาสมา

การเชื่อมออกซิเจน (Oxyfuel welding) หรือ Oxyacetylene welding

     การเชื่อมออกซิเจน (Oxyfuel welding) หรือ Oxyacetylene welding กระบวนการนี้จะใช้การเผาไหม้ระหว่าง อะเซทิลีน และออกซิเจน เพื่อสร้างเปลวเพลิงที่มีอุณหภูมิสูงได้ถึง 3,100 องศา แต่เนื่องจากเปลวเพลิงที่
เกิดขึ้นนี้มีความหนาแน่นต่อพื้นที่ต่ํากว่าการเชื่อมอาร์ค ทําให้การเย็นตัวของแนวเชื่อมช้ากว่า นําไปสู่การเกิดความเค้นตกค้างมากกว่า ส่งผลให้เกิดการบิดเสียรูป


การตัดแบบ Oxyfuel Gas (Flame Cutting)
     การตัดชนิดนี้จะใช้เปลวไฟของเชื้อเพลิงในสถานะแก๊สผสมกับออกซิเจน (oxyfuel gas) ในการตัดโดยที่โลหะจะถูกให้ความร้อนจนถึงจุดที่เกิดการออกซิไดซ์อย่างรวดเร็ว (Kindling temperature) ซึ่งโดยทั่วไปนิยมใช้แก๊สอะเซทิลีน, แก๊สธรรมชาติ, โพรเพน กระบวนการตัดเริ่มจากความร้อนที่เกิดจากการเผาไหม้ส่วนผสมของเชื้อเพลิง และออกซิเจนจะทําให้เนื้อโลหะในบริเวณที่จะทําการตัดมีลักษณะสุกแดง (Ignition temperature) ซึ่งที่จุดนี้
อุณหภูมิจะต่ํากว่าอุณหภูมิที่จะเริ่มหลอมเหลว โดยลําของออกซิเจนที่มีความเร็วสูงจะถูกพ่นนําเข้าไปยังชิ้นงาน และเกิดปฏิกิริยาการเผาไหม้อย่างรวดเร็วในจุดที่จะทําการตัด ซึ่งโลหะที่หลอมเหลวบางส่วนจะถูกเผาไหม้จนเกรียม

การเจียร (Grinding)
     การเจียร เป็นกระบวนการลำเลียงเศษตัดออกจากชิ้นงานด้วยการขัดสี ซึ่งสารขัดสีจะประกอบรวมกันเป็นล้อหินขัด และนํามาขัดสีที่ผิวงานด้วยความเร็วขอบที่สูงมาก ล้อหินขัดหรือล้อหินเจียรจะมีรูปร่างเป็นแบบจานแบน (Disk Shaped) และมีความสมดุลสูง การเจียรทํางานด้วยกําลังไฟฟฟ้าหรือลม การตัดเฉือนโลหะของการเจียรจะเกิดขึ้นที่ข้างหรือหน้าเจียรซึ่งคล้ายๆ กับการกัดแนวตั้ง และการกัดแนวนอน

อันตรายจากกิจกรรม Hot Work
     1. อันตรายจากเพลิงไหม้และการระเบิด
       - ไฟไหม้หรือระเบิดของก๊าซเนื่องจากการรั่วไหลของก๊าซเชื้อเพลิงอาจรั่วจากท่อส่ง, ข้อต่อ, การประกอบหรือจากวาลว์
       - ไฟไหม้หรือระเบิดจากแก๊สในระบบ สาเหตุจากไฟย้อนกลับ
       - การระเบิดจากความดันแก๊สในระบบมากเกินไป
       - ไฟไหม้จากสารไวไฟหรือวัสดุตกค้างในชิ้นงาน
       - ไฟไหม้จากการจุดติดไฟของสารไวไฟหรือวัสดุติดไฟที่อยู่ใกล้เคียงโดยการนําความร้อนจากชิ้นงาน ประกายไฟหรือกระแสร้อน
       - ไฟไหม้จากการต่อเชื่อมสายไฟหรือสายที่ไม่ดีของอุปกรณ
     2. อันตรายจากไฟฟ้า
       - อันตรายที่สําคัญจากไฟฟาได ้ ้แก่ ไฟฟ้าช็อก (Electric shock) จากอุปกรณ์ของงานตัด งานเชื่อม งานเจียร ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าเกิดความบกพรองอ ่ ุปกรณ์ ปลั๊กหรือสายไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์เหล่านั้นชำรุด
         ไม่เหมาะสมต่อการใช้งาน
       - พื้นที่ปฏิบัติงานชื้นแฉะหรืออุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าเปียกชื้น
     3. อันตรายทางกายภาพ เช่น
       - ความร้อน ทําให้ผิวหนังหรอดวงตาไหม้จากการอารก์ สะเก็ดไฟ หรือลูกไฟที่ร่วงหล่นลงมา
       - ความร้อนจากชิ้นงาน
       - ไฟลวกจากเปลวไฟแก๊ส
       - รังสี ได้แก่ ยูวี อินฟราเรด และแสงที่มองเห็น ซึ่งทําให้ดวงตาไหม้ ผิวหนังไหม้และมะเร็งผิวหนง

       - เสียงจากการเจียร ตัดด้วยเครื่องตัดไฟเบอร์ การเคาะชิ้นงาน หรือสะแลก
       - ฝุ่นผงจากการเจียร การตัดด้วยเครื่องตัดไฟเบอร์
       - การสั่นสะเทือนเมื่อเจียรชนงานที่มีผิวขรุขระ
       - การ
ขาดอากาศหายใจจากการทํางานที่อับอากาศ    
     4. อันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ
       - ฟูมและอนุภาคอื่น ๆ จากโลหะที่มี ตะกั่ว แคดเมี่ยม แมงกานีส สังกะสี เหล็ก แมกนีเซียม ทังสะเตน ฯ การหายเอาออกไซด์ของโลหะเข้าไปอาจทําให้เกิด โรคฟูมโลหะ และการระคายเคืองของระบบทางเดินหายใจ
         a) ฟูมที่ผสมอนุภาคจากธูปเชื่อม สารเคลือบใช้ และโลหะจากงานเชื่อม
       - แก๊ส ได้แก่ คาร์บอนมอนนอกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ โอโซน และการสะลายตัวของฮาโลเจนไฮโดรคาร์บอน
         a) การขาดอากาศหายใจจากการขาดออกซิเจนหรือเกิดการสะสมของแก๊ส เช่น อาร์กอน คาร์บอนไดออกไซด์ ฮีเลียม และไนโตรเจนในพื้นที่อับอากาศ
         b) สารอันตราย เช่น ฟีนอล ฟอร์มัลดีไฮด์ อะโครลีน ไอโซไซยาเนต และ ไฮโดรเจนไซยาไน จากการสลายตัวด้วยความร้อนของเรซินจากสีหรือสารเคลือบที่ผิวงานเชื่อม
         c) แก๊สพิษและแก๊สระคายเคืองอื่นๆ ซึ่งอาจมาจากงานเชื่อม

     5. อันตรายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

       - การตกจากที่สูงจากการเข้าไปพื้นที่ทำงาน Hot Work หรือ นั่งร้าน, รถกระเช้า, พื้นต่างระดับ
       - การสะดุดวัสดุ, ลื่นอุปกรณ์ที่ใช้ในงาน Hot Work
       - การแตกกระเด็นหรือหลุดของแผ่นเจียร แผ่นตัด
       - ได้รับบาดเจ็บจากการเปลี่ยนอุปกรณ์ หรือชิ้นส่วน
       - วัสดุร่วงหล่นจากที่สูง หรือจับยึดวัสดุไม่แน่นหนาขณะทํางาน
       - ผมหรือเครื่องนุ่งห่มถูกเกี่ยวดึงเข้าไปในชิ้นส่วนที่หมุนของอุปกรณ์ 


ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการเกิดอัคคีภัย
     องค์ประกอบของการติดไฟ (Fire Triangle) 
การที่จะเกิดไฟขึ้นได้นั้น ต้องมีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ
1. เชื้อเพลิง (fuel) ซึ่งจะอยู่ในสภาพของแข็ง ของเหลว หรือแก๊ส
2. ออกซิเจน (oxygen) ซึ่งะมีอยู่ในอากาศประมาน 21% โดยปริมาณ
3. ความร้อน (heat) พอเพียงที่จะติดไฟได้
เมื่อมีองค์ประกอบทั้ง 3 ครบแล้วไฟจะเกิดลุกไหม้ขึ้นและเกิดปฎิกิริยาลูกโซ่

     สามเหลี่ยมของไฟ (the use of the fire triangle)  สามเหลี่ยมของไฟ แสดงให้เห็นว่าไฟจะเกิดขึ้นได้ต้องมีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ เชื้อเพลิง(ในรูปแบบของไอระเหย) อากาศ(ออกซิเจน) และ ความร้อน (ถึงอุณหภูมิติดไฟ) และการที่จะดับไฟนั้น ก็ต้องเอาอย่างใดอย่างหนึ่งออกไป ดังนั้นองค์ประกอบในการเผาไหม้มีอยู่ 4 องค์ประกอบ คือ
     1. เชื้อเพลิง (Fuel)
       คือ วัตถุใดๆ ก็ตามที่สามารถทำปฏิกิริยากับออกซิเจนได้อย่างรวดเร็วในการเผาไหม้ เช่น ก๊าซ ไม้ กระดาษ น้ำมัน โลหะ พลาสติก เป็นต้น เชื้อเพลิงที่อยู่ในสถานะก๊าซจะสามารถลุกไหม้ไฟได้ แต่เชื้อเพลิงที่อยู่ในสถานะ        ของแข็งและของเหลวจะไม่สามารถลุกไหม้ไฟได้ ถ้าโมเลกุลที่ผิวของเชื้อเพลิงไม่อยู่ในสภาพที่เป็นก๊าซ การที่โมเลกุลของของแข็งหรือของเหลวนั้นจะสามารถแปรสภาพ กลายเป็นก๊าซได้นั้นจะต้องอาศัยความร้อนที่แตกต่างกันตามชนิดของเชื้อเพลิงแต่ละชนิด ความแตกต่างของลักษณะการติดไฟของเชื้อเพลิงดังกล่าวขึ้นอยู่กับคุณสมบัติ 4 ประการ ดังนี้
       ความสามารถในการติดไฟของสาร (Flamablility Limitts) เป็นปริมาณไอของสารที่เป็นเชื้อเพลิงในอากาศที่มีคุณสมบัติซึ่งพร้อมจะติดไฟได้ในการเผาไหม้นั้นปริมาณไอเชื้อเพลิงที่ผสมกับอากาศนั้นจะต้องมีปริมาณพอ  เหมาะจึงจะติดไฟได้ โดยปริมาณต่ำสุดของไอเชื้อเพลิงที่เป็น % ในอากาศ ซึ่งสามารถจุดติดไฟได้เรียกว่า “ ค่าต่ำสุดของไอเชื้อเพลิง ( Lower Flammable Limit ) ” และปริมาณสูงสุดของไอเชื้อเพลิงที่เป็น % ในอากาศซึ่งสามารถจุดติดไฟได้เรียกว่า “ ค่าสูงสุดของไอเชื้อเพลิง ( Upper Flammable Limit ) ” ซึ่งสารเชื้อเพลิงแต่ละชนิดจะมีค่าต่ำสุดและค่าสูงสุดของไอเชื้อเพลิงแตกต่างกันไป  
       จุดวาบไฟ (Flash Point) คืออุณหภูมิที่ต่ำที่สุด ที่สามารถทำให้เชื้อเพลิงคายไอออกมาผสมกับอากาศในอัตราส่วน ที่เหมาะสมถึงจุดที่มีค่าต่ำสุดถึงค่าสูงสุดของไอเชื้อเพลิง เมื่อมีประกายไฟก็จะเกิดการติดไฟ เป็นไฟวาบขึ้นและก็ดับ
       จุดติดไฟ (Fire Point) คืออุณหภูมิของสารที่เป็นเชื้อเพลิงได้รับความร้อน จนถึงจุดที่จะติดไฟได้แต่การติดไฟนั้นจะต้องต่อเนื่องกันไป โดยปกติความร้อนของ Fire Point จะสูงกว่า Flash Point ประมาณ 7 องศาเซลเซียส
       ความหนาแน่นไอ (Vapor Density) คืออัตราส่วนของน้ำหนักของสารเคมีในสถานะก๊าซต่อน้ำหนักของอากาศเมื่อมีปริมาณเท่ากัน ความหนาแน่นไอ ใช้เป็นสิ่งบ่งบอกให้ทราบว่าก๊าซนั้นจะหนักหรือเบากว่าอากาศซึ่งใช้เป็นข้อมูลในการควบคุมอัคคีภัย
     2. ออกซิเจน (Oxygen)
        อากาศที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา นั้นมีก๊าซออกซิเจนเป็นองค์ประกอบ ประมาณ 21 % แต่การเผาไหม้แต่ละครั้งนั้นจะต้องการออกซิเจนประมาณ 16 % เท่านั้น ดังนั้นจะเห็นว่าเชื้อเพลิงทุกชนิดที่อยู่ในบรรยากาศรอบ ๆ ตัวเรานั้นจะถูกล้อมรอบด้วยออกซิเจน ซึ่งมีปริมาณเพียงพอสำหรับการเผาไหม้ยิ่งถ้าปริมาณออกซิเจนยิ่งมากเชื้อเพลิงก็ยิ่งติดไฟได้ดีขึ้น และเชื้อเพลิงบางประเภทจะมีออกซิเจนในตัวเองอย่างเพียงพอที่จะทำให้ตัวเองไหม้ได้โดยไม่ต้องใช้ออกซิเจนที่อยู่โดยรอบเลย
     3. ความร้อน (Heat)
        ความร้อน คือ พลังงานที่ทำให้เชื้อเพลิงแต่ละชนิดเกิดการคายไอออกมา
     4. ปฎิกิริยาลูกโซ่ (Chain Reaction)
        หรือการเผาไหม้อย่างต่อเนื่อง คือ กระบวนการเผาไหม้ที่เริ่มตั้งแต่เชื้อเพลิงได้รับความร้อนจนติดไฟเมื่อเกิดไฟขึ้น หมายถึง การเกิดปฏิกิริยา กล่าวคืออะตอมจะถูกเหวี่ยงออกจากโมเลกุลของเชื้อเพลิง กลายเป็นอนุมูลอิสระ และอนุมูลอิสระเหล่านี้จะกลับไปอยู่ที่ฐานของไฟอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดเปลวไฟ

สัญลักษณ์ของถังดับเพลิงแบ่งตามประเภทของไฟ ตามข้อกำหนดมาตรฐานสากล (มาตรฐาน NFPA
 10)
     1. ประเภท A คือ เพลิงที่ไหม้ที่เกิดจากเชื้อเพลิงของแข็ง เช่น ไม้ ผ้า กระดาษ ปอ นุ่น ยาง พลาสติก
     2. ประเภท B คือ เพลิงที่ไหม้ในของเหลวติดไฟและก๊าซติดไฟ เช่น น้ำมัน ก๊าซหุงต้ม จาระบี
     3. ประเภท C คือ เพลิงที่ไหม้จากอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่มีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ เช่น ไฟฟ้าลัดวงจร
     4. ประเภท D คือ ประเภทวัตถุของแข็งหรือโลหะไวไฟ เช่น ไตตาเนียม แมกนีเซียมสำหรับแมกนีเซียมห้ามใช้น้ำดับเด็ดขาด ต้องใช้เกลือแกงหรือทราย
     5. ประเภท K คือ เพลิงไหม้ที่เกิดจากน้ำมันที่ใช้ประกอบอาหาร ไขมันสัตว์

ประเภทของถังดับเพลิง
     1. ชนิดผงเคมีแห้ง (Dry Chemical) สามารถดับไฟได้เกือบทุกประเภท A B C ยกเว้น CLASS K ราคาถูก หาซื้อง่าย แต่มีข้อเสียคือเมื่อฉีดออกมาจะฟุ้งกระจาย และเมื่อเราทำการฉีดแล้วจะฉีดจนหมดหรือไม่หมดถัง 
        แรงดันจะตก ไม่สามารถใช้งานได้อีก ต้องส่งอัดบรรจุใหม่ทันที
     2. ชนิดน้ำยาเหลวระเหย สามารถดับไฟได้เกือบทุกประเภท A B C ยกเว้น CLASS K ราคาถูกกว่าฮาโรตรอน หาซื้อง่าย เมื่อฉีดใช้งานจะไม่ทิ้งคราบสกปรก ไม่ทำลายอุปกรณ์ไฟฟ้าเสียหาย และไม่ทำให้สกปรกในบริเวณ 
        ที่ใช้งาน ถังสีเขียว เหมาะกับ พื้นที่ที่เน้นความสะอาด เช่นอาคาร สำนักงาน โรงพยาบาล ห้องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
     3. ชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สารเคมีภายในบรรจุก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซที่ฉีดออกมาจะเป็นไอเย็นจัด คล้ายน้ำแข็งแห้ง ลดความร้อนของไฟได้ ไม่ทิ้งคราบสกปรก สามารถดับไฟได้ประเภท B C เหมาะสำหรับ 
        การใช้งานในห้องเครื่องจักร Line การผลิต อุตสาหกรรมอาหาร ถังสีแดง ปลายกระบอกฉีดจะใหญ่เป็นพิเศษ
     4. ชนิดโฟม สารเคมีภายในบรรจุโฟม เมื่อฉีดออกมาจะเป็นฟองโฟมคลุมผิวเชื้อเพลิงที่ลุกไหม้ จึงสามารถดับไฟได้ประเภท A B แต่ไม่สามารถนำไปดับไฟประเภท C ได้เพราะเป็นสื่อนำไฟฟ้า เหมาะสำหรับภาคอุตสาหกรรม 
        ดับเชื้อเพลิงประเภททินเนอร์ และสารระเหยติดไฟ ถังแสตนเลส
     5. ชนิดสูตรเคมีน้ำ เป็นสารทดแทนสารฮาล่อน 1211 ได้ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Non-CFC) ดับไฟClass A B C และ K ได้ ผ่านการทดสอบและรับรองประสิทธิภาพในการดับเพลิง Fire Rating 10A20B สำหรับขนาด     
       10ปอนด์ และ 10A40B สำหรับขนาด 15ปอนด์ โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (TISTR) ไม่บดบังทัศนวิสัยขณะฉีดใช้งาน เนื่องจากไม่เป็นฝุ่นละออง ปลอดภัยสำหรับฉีเใช้งานกับอุปกรณ์
       ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

 วิธีการใช้ถังดับเพลิง 
     1. เข้าไปทางเหนือลมโดยห่างจากฐานของไฟประมาณ 2 - 3 เมตร สามารถดับเพลิงได้ทั้งไฟชนิด A , B , C และ K ระดับความาสามารถในการดับเพลิงสูง
     2. ดึงสลักหรือลวดที่รั้งวาล์วออก
     3. ยกหัวฉีดปากกลวยชี้ไปที่ฐานของไฟ ( ทำมุมประมาณ 45 องศา )
     4. บีบไกเพื่อเปิดวาล์วให้ก๊าซพุ่งออกมา
    5. ให้ฉีดไปตามทางยาว และกราดหัวฉีดไปช้า ๆ
    6. ดับให้สนิทจนแน่ใจแล้ว จึงฉีดต่อไปข้างหน้า
    ในกรณีที่เกิดเพลิงไหม้วางอยู่ในระดับต่างกัน ให้ฉีดจากข้างล่างไปหาข้างบน และถ้าน้ำมันรั่วไหลให้ฉีดจากปลายทางที่รั่วไหลไปยังจุดที่รั่วไหล และเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดจากอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่มีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ ต้องรีบตัดกระแสไฟฟ้าก่อน เพื่อป้องกันมิให้เกิดการลุกไหม้ขึ้นมาอีกได้

วิธีการตรวจสอบถังดับเพลิง 
     1. ดูที่เข็มในมาตรวัด (Pressure Gauge) ของถังดับเพลิง เครื่องดับเพลิงที่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้ เข็มจะชี้ที่ช่องสีเขียว (สังเกตตามรูป)แต่ถ้าเข็มเอียงมาทางซ้ายแสดงว่าแรงดันไม่มี ต้องรีบนำไปเติมแรงดันทันที 
        ซึ่งควรตรวจสอบเป็นประจำทุกเดือน
     2. ตรวจ สายฉีด หัวฉีด อย่าให้มีผงอุดตัน เป็นประจำทุกเดือน
     3. ถ้าไฟไหม้ หรือกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ให้ส่งไปตรวจสอบและบรรจุใหม่
     4. สภาพบรรจุของถังดับเพลิงต้องไม่บุบ หรือบวม และไม่ขึ้นสนิม
     5. อายุการใช้งาน ถังดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง (ถังสีแดง) มีอายุประมาณ 5 ปี ชนิดฮาโลตรอนวัน (ถังสีเขียว) และชนิดก๊าซ CO2 มีอายุประมาณ 10 ปี
     6. ถังดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง (ถังสีแดง) หากมีการใช้งานแล้ว ต้องนำไปเติมสารเคมีใหม่ทุกครั้ง2.ตรวจ สายฉีด หัวฉีด อย่าให้มีผงอุดตัน เป็นประจำทุกเดือน 


Visitors: 98,445